พิธีส่งตัวเข้าหอ

พิธีส่งตัวเข้าหอ

และแล้วก็มาถึงค่ำคืนแห่งการรอคอยครับ นั่นคือช่วงเวลาที่บ่าวสาวจะได้ดื่มด่ำกับค่ำคืนแรกของการใช้ชีวิตคู่ แต่ใช่ว่าจะปิดประตูใส่กลอนแล้วก็นอนร่วมเตียงเคียงหมอนกันได้เลยนะครับ คนไทยเรายังมีประเพณีที่ต้องปฏิบัติกันอีกอย่าง เรียกกันว่า “พิธีร่วมเรียงเคียงหมอน หรือพิธีปูที่นอน”

          งานแต่งงานนอกจากจะพิธีแห่ขันหมากหรือรดน้ำสังข์แล้ว ยังมีอีกพิธีเกี่ยวกับการแต่งงานของไทยที่ถูกลดทอนลง และหลายๆ ท่านอาจจะลืมนึกถึงกันไปแล้ว ด้วยความที่สังคมปัจจุบันเน้นความรวดเร็วและสะดวกสบาย และนี่ก็เป็นอีกสองพิธีการเกี่ยวกับการแต่งแบบไทยที่น่าสนใจ นั่นคือ พิธีส่งตัวเข้าหอ และพิธีปูที่นอนหรืออีกชื่อหนึ่งคือ พิธีร่วมเรียงเคียงหมอน สิ่งที่ต้องมีคือ “เรือนหอ” คือเรือนที่คู่บ่าวสาวจะอยู่ร่วมเป็นสามีภรรยากัน ครั้งโบราณนิยมว่าตัวเรือนหอเป็นส่วนของฝ่ายเจ้าบ่าว ส่วนเครื่องแต่งเรือนหอ เช่น ตู้ เตียง ที่นอน หมอนมุ้ง เครื่องใช้ในครัว ฯลฯ เป็นของเจ้าสาว แต่ในปัจจุบันแล้วแต่ฐานะทางเศรษฐกิจทั้งสองฝ่ายจะอำนวยให้ พิธีการต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าหอก็อาจยุ่งยากเกินกว่าจะเตรียมการได้อย่างครบถ้วน เพราะบ่าวสาวยุคใหม่อาจจะไม่สะดวกด้วยสถานที่ในการจัดงาน เพราะบางครั้งงานแต่งงานไม่ได้จัดที่บ้านของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ได้จัดในสถานที่จัดงานอื่น ๆ ครั้นจะวิ่งวุ่นหนีแขกจากงานเลี้ยงฉลอง เพื่อกลับมาทำพิธีเข้าหอที่บ้านเจ้าสาวหรือบ้านเจ้าบ่าวก็คงไม่เหมาะสม คู่บ่าวสาวบางรายที่เรือนหอยังสร้างหรือตกแต่งไม่เสร็จ ยังไม่ได้ย้ายเข้าไปอยู่ ก็ไม่รู้จะจัดพิธีเข้าหออย่างไร ในปัจจุบันส่วนมากเลยจัดงานเลี้ยงฉลองกันในโรงแรม และคู่บ่าวสาวก็จะพักค้างคืนเสียเลยในโรงแรมนั้น ซึ่งเป็นทางเลือกที่สะดวกมาก แต่มีข้อสังเกตว่า ตามประเพณีดั้งเดิมนั้น เขาไม่มีการส่งตัวเข้าหอกันในวันแต่งงาน ทว่าต้องรอฤกษ์ดีสำหรับการนี้โดยเฉพาะในวันหลัง ซึ่งบางทีนั้นก็อาจจะรอหลายวันนับจากวันแต่งงานไปอีกก็ได้

          การทำพิธีก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก ส่วนสำคัญของพิธีอยู่ที่คู่ผู้ใหญ่ซึ่งทำพิธีปูที่นอนนั้นจะพาเจ้าบ่าวเข้ามาในห้องหอและเจิมหน้าผากอวยพร จากนั้นค่อยนำเจ้าสาวเข้าห้องหอตามมา ไม่ได้เข้ามาพร้อมกัน โดยเจ้าสาวต้องกราบพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ฝ่ายของตัวเองเพื่อเป็นการขอพร เมื่อเจ้าสาวเข้ามาในห้องหอแล้ว แม่เจ้าสาวต้องเป็นผู้พามามอบให้กับเจ้าบ่าว พร้อมพูดจาฝากฝังให้ช่วยดูแล จากนั้นจะกล่าวให้โอวาทเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ ผู้ใหญ่จะจัดปูที่นอนในห้องหอคืนส่งตัวเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของคู่บ่าวสาวต่อไปในอนาคต จากนั้นจัดวางข้าวของสิ่งมงคลที่มีความหมายให้อยู่เย็นเป็นสุขในประกอบพิธีลงบนที่นอน อันได้แก่ หินบดยาหรือหินก้อนเส้าซึ่งใช้ก่อไฟในครัว หมายถึงความหนักแน่น, ไม้เท้า หมายถึงอายุยืนยาว, ฟักเขียว หมายถึงความอยู่เย็นเป็นสุข, แมวคราว (แมวตัวผู้ที่อายุมากแล้ว) หมายถึงการอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน, พานใส่ถุงข้าวเปลือก งา ถั่วทองหรือถั่วเขียว ซึ่งล้วนหมายถึงความเจริญงอกงาม, ขันใส่น้ำฝน หมายถึงความเย็น สดชื่น ชุ่มฉ่ำ และสามัคคีรักไคร่กลมเกลียว, ไก่ขาว หมายถึงขยันหมั่นเพียร, ขันน้ำมนต์ พร้อมที่พรมน้ำมนต์, ขันบรรจุข้าวตอกดอกไม้ ดอกรัก มะลิ กุหลาบ หรือบางแห่งอาจเพิ่มถุงใส่เงินทองด้วยในระหว่างจัดวางของ จะให้ศีลให้พรไปด้วย

          ในสมัยก่อนนั้นพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาวจะเชิญผู้ใหญ่คู่สามีภรรยาซึ่งชีวิตครอบครัวอบอุ่นสมบูรณ์ ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคม อีกทั้งยังมีบุตรที่เป็นคนดี สร้างความภาคภูมิใจให้ครอบครัว เพื่อถือเคล็ดว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะได้มีชีวิตคู่ที่ดีเช่นเดียวกัน ผู้ใหญ่ที่ทำพิธีปูที่นอนนี้ต้องอาบน้ำให้สะอาดแต่งตัวเรียบร้อยสวยงามให้ดีก่อน แล้วจึงเข้ามาในห้องหอเพื่อจัดเรียงหมอนสองใบ ที่นอนอาจปูเรียบร้อยอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องปูที่นอนเองทั้งหมดจริงๆ ก็ได้ แต่ให้ทำทีว่าปูใหม่ แล้วปัดที่นอนพอเป็นพิธี จากนั้นสามีกล่าวกับภรรยาว่า “ถึงฤกษ์งามยามดีแล้ว ผู้ที่จะมาอวยพรก็มาพร้อมกันแล้ว เรามาช่วยกันปูที่นอนเถอะ” หลังจากกล่าวจบทั้งสองก็ช่วยกันปูที่นอนจนเสร็จ และพรมน้ำมนต์ลงบนที่นอนพร้อมกล่าวคำอันเป็นสวัสดิมงคล เช่น คำว่าสมบูรณ์พูนผล , มั่งมีศรีสุข , มีโชคมีชัย เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี ฯลฯ แล้วทั้งคู่ทำเป็นนอนหลับพอเป็นพิธีแล้วตื่นขึ้นสนทนาเป็นเชิงทำนายฝันกัน เช่น สามีกล่าวว่า “ที่นอนนี้นอนสบายน๊ะ ใครมานอนก็จะอยู่เย็นเป็นสุข” ภรรยาอาจพูดว่า “นอนสบายนะค่ะ ถ้าใครนอนคงจะมีลูกมีเต้าน่ารัก มีทรัพย์สินเพิ่มพูน เมื่อกี้นี้ยังฝันไปว่า จะมีเทพเจ้ามาคุ้มครองรักษาและนำเงินทองมาให้” สามีก็แก้ฝันว่า “เป็นฝันดี จะทำให้เราทั้งสองมั่งมีศรีสุขตลอดไป” เป็นต้น แล้วทั้งคู่ลุกขึ้นมาจูงเจ้าบ่าวเจ้าสาวขึ้นนอนบนเตียง กล่าวให้ศีลให้พรแก่คู่บ่าวสาว รวมถึงการให้โอวาทในการครองเรือนโดยที่ญาติผู้ใหญ่เถ้าแก่และบิดามารดาหรือผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายก็จะพูดจาให้ข้อแนะนำสั่งสอนคู่บ่าวสาวในการครองเรือน โดยให้ทั้งสองฝ่ายรักเคารพยำเกรงและซื่อสัตย์ต่อกันตลอดไป และอาจพูดฝากฝังฝ่ายของตนต่อผู้ใหญ่ของอีกฝ่ายหนึ่งตามที่เห็นสมควร ส่วนพ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็มักจะฝากฝังให้ฝ่ายชายช่วยดูแลปกป้องคุ้มครองลูกสาวของตนเอง และถ้ามีสิ่งใดบกพร่องก็ขอให้เจ้าบ่าวให้อภัย เมื่อพ่อแม่ให้พรต่างๆ แล้ว ทุกคนก็จะออกจากห้องนอนไป คงอยู่แต่คู่บ่าวสาวตามลำพัง ซึ่งทั้งคู่จะพูดจาและปฏิบัติต่อกันในทางที่จะก่อให้เกิดความสวัสดิมงคล เพื่อความสุขความเจริญในการครองเรือนครองรักของตน เป็นอันเสร็จพิธีเรียงหมอนปูที่นอนเพียงเท่านี้

          นอกจากนี้ในพิธีการส่งตัวเข้าหอยังมีความเชื่อในเรื่องของการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ กราบขอพรกับพ่อแม่เพื่อเป็นสิริมงคลต่อคู่ชีวิตม กราบพระแก้วมรกต, รัชกาลที่ 5, เจ้าแม่กวนอิม , พระประจำเมือง ให้คุ้มครองชีวิตคู่ให้อยู่เย็นเป็นสุขจนถือไม้เท้ายยอดทองกระบองยอดเพชร, กราบ 6 ทิศ เสริมดวงและความเชื่อต่าง ๆ คือ, ทิศตะวันออก บอกบิดามารดาให้พร, ทิศใต้ บอกครูบาอาจารย์ให้เจริญขึ้น, ทิศตะวันตก บอกสามีภรรยา อย่าทะเลาะเบาะแว้งกัน, ทิศเหนือ บอกมิตรสหายให้ช่วยเหลือกัน, ทิศเบื้องบน บอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภิกษุ สามเณร ให้คุ้มครอง, ทิศเบื้องล่าง บอกให้บ่าวไพร่ให้เป็นบริวารที่ดี


เรียบเรียงข้อมูลโดย... www.WeddingPRO.studio

Powered by MakeWebEasy.com